เกือบ 2 สัปดาห์ของการรุกรานยูเครน กองทัพรัสเซียยังคงเดินหน้าถล่มเมืองต่างๆ อย่างหนัก บ้านเรือนประชาชนชาวยูเครน ตกเป็นเป้าถล่มทางอากาศอย่างต่อเนื่อง อาคารที่พักอาศัยพังพินาศ หมู่บ้านเล็กๆ ในหลายพื้นที่ถูกถล่มราบเป็นหน้ากลอง ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสู้รบ หรืออยู่ใกล้พื้นที่เขตทหาร 

ที่เมืองอีร์ปิน ติดกับกรุงเคียฟ กองทัพรัสเซียยิงอาวุธหนักเข้าใส่ประชาชนขณะที่กำลังอพยพออกจากเมือง ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 8 คน โดยทั้งหมดเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน และในนั้นมีเด็กรวมอยู่ด้วย 

ถึงขณะนี้ กองทัพรัสเซียขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งทางทิศใต้ ตะวันออก และทางเหนือ โดยเข้ายึดครองเมืองแคร์ซอนที่อยู่ทางตอนใต้ของยูเครน และปิดล้อมเมืองมาริอูโปล เมืองท่าสำคัญในทะเลดำ ทำให้ประชาชนไม่มีไฟฟ้า น้ำดื่ม และกำลังขาดแคลนอาหาร ขณะเดียวกันก็กำลังรุกเข้าเมืองโอเดสซา และรุกคืบเข้าใกล้กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนมากขึ้นเรื่อยๆ 

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี พยายามเรียกร้องให้สหรัฐและนาโต้ ประกาศเขตห้ามบินเหนือน่านฟ้ายูเครน เพื่อเป็นการยับยั้งการโจมตีทางอากาศของรัสเซีย แต่ข้อเรียกร้องนี้ ยังไม่ได้รับการตอบรับจากสหรัฐและนาโต้ เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการยกระดับเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตก และอาจทำให้นายวลาดิมีร์ ปูติน ตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์ 

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ประธานาธิบดีปูติน ประกาศกร้าวว่า การประกาศเขตห้ามบินเหนือยูเครน ก็คือ การประกาศสงครามโดยตรงกับรัสเซีย 

ขณะเดียวกัน สหรัฐหากำลังรือกับโปแลนด์ และชาติพันธมิตรถึงความเป็นไปได้ในการส่งเครื่องบินรบเข้าไปช่วยในยูเครน 

เมื่อวันที่ 8 มี.ค. มีการทำข้อตกลงหยุดยิงครั้งแรก เป็นเวลา 12 ชม. เริ่มตั้งแต่ 9.00-21.00 น. ตามเวลากรุงเคียฟ เพื่อเปิดเส้นทางมนุษยธรรมให้ประชาชนอพยพออกจากเมืองซูมีและอีร์ปินอย่างปลอดภัย 

การเปิดเส้นทางมนุษยธรรมนี้ เกิดขึ้นหลังรัสเซียโจมตีอาคารที่พักอาศัย ทำให้พลเรือนในเมืองซูมีเสียชีวิต 21 ราย 

ถึงขณะนี้ จำนวนผู้ลี้ภัยชาวยูเครนมีจำนวนมากกว่า 2 ล้านคนแล้ว และเพียง 1 สัปดาห์ มีจำนวนผู้ลี้ภัยสูงเกินกว่า 1 ล้านคน

ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เผยว่า เป็นการเพิ่มจำนวนผู้ลี้ภัยที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2โดยคาดว่าจะมีผู้ลี้ภัยชาวยูเครนเพิ่มสูงขึ้นถึง 4 ล้านคน